
ฟ้าผ่า (Lightning) คือ ปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่เกิดขึ้นเมื่อมีกระแสไฟฟ้าเคลื่อนที่ผ่านบรรยากาศระหว่างเมฆกับพื้นดิน หรือระหว่างเมฆกับเมฆ ฟ้าผ่ามักเกิดขึ้นในระหว่างพายุฝนฟ้าคะนองหรือพายุที่มีการสะสมไฟฟ้าสถิตมากในอากาศ
กระบวนการเกิดฟ้าผ่ามีดังนี้:
- การสะสมของประจุไฟฟ้า: ในเมฆฝนฟ้าคะนอง เม็ดน้ำแข็งและน้ำภายในเมฆจะเคลื่อนที่และเสียดสีกัน ทำให้เกิดการสะสมประจุไฟฟ้าบวกและลบขึ้นในส่วนต่าง ๆ ของเมฆ โดยปกติ ประจุบวกจะสะสมที่ด้านบนของเมฆ ส่วนประจุลบจะสะสมที่ด้านล่าง
- การเคลื่อนที่ของประจุไฟฟ้า: เมื่อความแตกต่างของประจุระหว่างเมฆและพื้นดิน (หรือระหว่างเมฆกับเมฆ) มากพอ กระแสไฟฟ้าจะถูกปลดปล่อยในรูปของฟ้าแลบหรือฟ้าผ่า
- ฟ้าผ่า: ฟ้าผ่าคือกระแสไฟฟ้าที่เคลื่อนที่จากเมฆไปยังพื้นดินอย่างรวดเร็ว ซึ่งสามารถสร้างแสงสว่างและความร้อนได้ทันที โดยอุณหภูมิบริเวณที่ฟ้าผ่าจะสูงมากถึง 30,000°C ทำให้เกิดแสงสว่างอย่างรวดเร็ว และยังทำให้อากาศขยายตัวอย่างรวดเร็ว จนเกิดเสียงดังที่เรียกว่า ฟ้าร้อง
ฟ้าผ่าเป็นปรากฏการณ์ที่อันตรายและสามารถสร้างความเสียหายได้หากถูกกระทบโดยตรง
วิธีป้องกันฟ้าผ่า
การป้องกันฟ้าผ่าเป็นเรื่องสำคัญมาก เพราะฟ้าผ่าสามารถก่อให้เกิดอันตรายถึงชีวิตและทรัพย์สินได้ วิธีป้องกันฟ้าผ่าที่ดีที่สุดคือ การหลีกเลี่ยงการอยู่ในสถานที่ที่เสี่ยงต่อการถูกฟ้าผ่าในช่วงที่มีพายุฝนฟ้าคะนอง และการปฏิบัติตามคำแนะนำต่างๆ ดังนี้
1. ติดตั้งสายล่อฟ้า:
- สำหรับอาคาร บ้านเรือน และสิ่งปลูกสร้างต่างๆ ควรติดตั้งสายล่อฟ้าเพื่อป้องกันฟ้าผ่า โดยควรให้ช่างผู้ชำนาญการเป็นผู้ติดตั้ง
- สายล่อฟ้าจะช่วยนำกระแสไฟฟ้าจากฟ้าผ่าลงสู่พื้นดิน ป้องกันไม่ให้กระแสไฟฟ้าไหลเข้าสู่อาคาร ซึ่งอาจทำให้เกิดไฟไหม้ ไฟฟ้าดับ หรือความเสียหายอื่นๆ ได้
2. หลีกเลี่ยงการอยู่ในที่โล่งแจ้ง:
- ในขณะที่เกิดพายุฝนฟ้าคะนอง ควรหลีกเลี่ยงการอยู่ในที่โล่งแจ้ง เช่น ทุ่งนา ชายหาด สนามกอล์ฟ ภูเขา หรือใต้ต้นไม้ใหญ่
- หากจำเป็นต้องอยู่ในที่โล่งแจ้ง ให้หาที่หลบภัยที่ปลอดภัย เช่น อาคารที่แข็งแรง รถยนต์ (โดยปิดกระจกให้มิดชิด) หรือหลุมหลบภัย
3. ไม่ควรอยู่ใกล้ต้นไม้สูง เสาไฟฟ้า หรือสิ่งปลูกสร้างโลหะ:
- ต้นไม้สูง เสาไฟฟ้า หรือสิ่งปลูกสร้างโลหะ เป็นตัวนำไฟฟ้าที่ดี จึงมีโอกาสถูกฟ้าผ่าได้สูง
- หากอยู่ในบริเวณใกล้เคียงกับสิ่งเหล่านี้ ควรอยู่ห่างอย่างน้อย 10 เมตร
4. หากอยู่ในอาคาร:
- ควรปิดหน้าต่าง ประตู และอุปกรณ์ไฟฟ้าทุกชนิด รวมทั้งไม่ควรสัมผัสกับท่อน้ำ สายโทรศัพท์ หรือสิ่งของที่เป็นโลหะ
- ไม่ควรอาบน้ำ สระผม หรือล้างจาน ในขณะที่เกิดพายุฝนฟ้าคะนอง
- ควรอยู่ห่างจากผนัง ประตู และหน้าต่าง

5. หากอยู่ในรถยนต์:
- ควรปิดกระจกให้มิดชิด และไม่ควรสัมผัสกับตัวถังรถ
- รถยนต์ทำหน้าที่เป็นกรงฟาราเดย์ ซึ่งจะช่วยป้องกันไม่ให้กระแสไฟฟ้าจากฟ้าผ่าไหลเข้ามาภายในรถ
6. ไม่ควรใช้โทรศัพท์มือถือ:
- การใช้โทรศัพท์มือถือในขณะที่เกิดพายุฝนฟ้าคะนอง อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการถูกฟ้าผ่าได้
- หากจำเป็นต้องใช้โทรศัพท์ ควรใช้ในอาคารที่ปลอดภัย
7. สังเกตสัญญาณเตือน:
- ก่อนเกิดพายุฝนฟ้าคะนอง มักจะมีสัญญาณเตือน เช่น ลมกระโชกแรง ท้องฟ้ามืดครึ้ม ฝนตกหนัก และมีฟ้าร้อง
- หากพบเห็นสัญญาณเตือนเหล่านี้ ควรหาที่หลบภัยทันที
8. ปฐมพยาบาลเบื้องต้น:
- หากพบเห็นผู้ถูกฟ้าผ่า ให้รีบโทรแจ้ง 1669 หรือหน่วยแพทย์ฉุกเฉิน และปฐมพยาบาลเบื้องต้น เช่น การช่วยหายใจ และการนวดหัวใจ (CPR) หากจำเป็น
ข้อควรจำ:
- ฟ้าผ่าอาจเกิดขึ้นได้แม้ฝนจะยังไม่ตก
- หากได้ยินเสียงฟ้าร้อง แสดงว่าคุณอยู่ในระยะที่ฟ้าผ่าอาจเกิดขึ้นได้ ควรหาที่หลบภัยทันที
การปฏิบัติตามคำแนะนำเหล่านี้ จะช่วยลดความเสี่ยงต่อการถูกฟ้าผ่า และช่วยให้คุณปลอดภัยจากอันตรายจากฟ้าผ่าได้



